ขอแรงใจชาวไทยอีกสักครั้ง! หมอจุฬาฯ ผลิต “ยาแอนตี้บอดี้รักษา ม ะเ ร็ ง ” ขอคนไทยคนละ 5 บาท

  • Komsan
  • October 19, 2018
  • Comments Off on ขอแรงใจชาวไทยอีกสักครั้ง! หมอจุฬาฯ ผลิต “ยาแอนตี้บอดี้รักษา ม ะเ ร็ ง ” ขอคนไทยคนละ 5 บาท

“พวกเราหนึ่งในสามคนจะมีคนที่เป็น ม ะ เ ร็ ง 1 คน”

“ฮึ่ย! จริงเหรอครับหมอ”

“จริงสิคุณเบลล์ ม ะ เ ร็ ง เป็นโร คที่เป็นสาเหตุการตา ยอันดับ 1 ของประเทศไทยนะ คนไทยมีอัตราการเป็น ม ะ เร็ง ถึง 40% เลย”

“เชรดดดด…เกือบครึ่ง”

ไม่กูก็มึงแล้วว่ะโอ๊ต…

แค่คิดก็ปวดกบาลแล้ว

ผมเคยเชื่อมาตลอดว่า ม ะ เ ร็ งมันเป็นเรื่องไกลตัวสุดๆ

เหมือนเรื่องเล่าในหนังในนิยาย

จนมาได้เจอกับตัวว่าเรามีคนใกล้ชิดเป็นโร คนี้ อยู่เรื่อยๆ

ก็เริ่มเอะใจว่า

ม ะ เ ร็ งเป็นเรื่องใกล้ตัวสุดๆ เลยนี่หว่า…

ผมคงไม่มาเล่าว่าเป็น ม ะ เ ร็ งแล้วต้องรักษายังไง?

หรือทำยังไงให้เราห่างไกลจาก ม ะ เ ร็ งได้ ?

แต่ที่ผมจะเล่ามันเป็นเรื่องอเมซซิ่งมากของวงการแพทย์

ซึ่งมันเกิดขึ้นแล้วและพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ว่า

“ม ะเ ร็ ง มีทางรักษาได้แล้ว โดยไม่ต้องทำคีโม”

ผมได้รู้จักกับคุณหมอไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล หรือ หมอไต่ ซึ่งท่านทำงานอยู่ที่ศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัด ม ะ เ ร็ ง

คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผ่านการแนะนำของ หมอเมย์

คุณหมอผ้าบัฟคนเก่งประจำกองก้าว

“นี่พี่ชายเมย์เอง พี่เบลล์ช่วยหน่อยนะ”

คำถามแรกในใจผมเลยคือ…

ผมจะเอาปัญญาที่ไหนไปช่วยหมอได้?

เรื่อง ม ะ เ ร็ ง มันเกินสติปัญญาคนบ้านๆ อย่างเราไปเยอะเลย

หมอไต่เล่าให้ผมฟังว่า

ในยุคนี้มีการรักษา โ ร ค ม ะเ ร็ ง ทางเลือกแบบใหม่

ที่ไม่ต้องใช้คีโมหรือเคมีบำบัด ก็ทำการรักษาผู้ป่วย ม ะ เ ร็ ง ได้

เวลาทำคีโม มันจะทำให้เกิดผลข้างเคียงกับผู้ป่วย ม ะ เ ร็ ง หลายอย่างเช่น มีไข้ หนาวสั่น ซีด เหนื่อย อ่อนเพลีย มีจุดเลือดจ้ำเลือดตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บ

ปากเจ็บคอ ท้องเสีย อุจจาระมีสีดำ ท้องผูก ผมร่วง ฯลฯ

สรุปคือผู้ป่วยจะทุกข์ทรมานมากๆ

แต่ถ้าเราสามารถรักษา ม ะ เ ร็ ง ได้โดยไม่ต้องคีโม

และมีโอกาสหายสูงเช่นกัน

นั่นคือสิ่งวิเศษของมนุษยชาติเลย…

และมันก็เกิดขึ้นแล้ว

โดย ศ.ดร.เจมส์ อัลลิสัน (James Allison) แห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเท็กซัสของอเมริกา และศ.นพ.ทาสุกุ ฮอนโจ (Tasuku Honjo) แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต (Kyoto University)

2 คุณหมอนักวิจัยที่ค้นพบวิธีการรักษา ม ะ เ ร็ ง

ด้วยการใช้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์

ไม่ต้องทำคีโม…แค่ฉีดยาหลายเข็มหน่อย

รักษาได้จริง การันตีด้วยรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี 2018

ผมถามหมอไต่ว่าโอกาสในการรักษาด้วยวิธีนี้มันมีโอกาสหายแค่ไหน

หมอบอกว่า ผู้ป่วย ม ะ เ ร็ ง ระยะสุดท้ายที่รักษาด้วยวิธีการนี้

ยังมีโอกาสหายขาดถึง 30% โดยไม่ต้องทำคีโม

และมีโอกาสที่จะเพิ่มเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

ที่อเมริกาจะประกาศว่า

ม ะ เ ร็ งเป็น โ ร ค ที่ “ควบคุมได้” ภายในปี 2020

สุดยอด…

กลับมาบ้านเรา…ผมถามหมอไต่ว่า

คนไทยเราสามารถทำการรักษา แบบนี้ได้ไหม?

หมอบอกว่าได้ แต่ยามันจะแพงหน่อย

เข็มละ สองแสนบาท

เดี๋ยวนะ…

เข็มละสองแสนบาทฉีดทุกสามสัปดาห์ไม่ต่ำกว่า 17 เข็ม

ในใจตอนนั้นคิดว่า “แล้วกูจะไปเอาตังที่ไหนมาจ่ายค่ายาวะ?”

“มันเข้า 30 บาทมั๊ยหมอ?”

“ไม่เข้าครับเนื่องจากราคายามันสูงมาก เข้า30บาทไม่ไหว

ยกเว้นว่า เราจะผลิตยาได้เอง”

เดิมทีหมอไต่เป็นหมอรักษา ม ะ เ ร็ ง อยู่ที่สหรัฐอเมริกา

คุณหมอสนใจศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการรักษา ม ะ เ ร็ ง

โดยเสริมความแข็งแกร่งให้เม็ดเลือดขาว

เพราะมีผลข้างเคียงน้อย โอกาสหายสูง

หมอไต่เองก็เกิดแรงบันดาลใจว่า

อยากจะกลับมาทำยาตัวนี้ให้คนไทยได้ใช้

แล้วแกก็ลาออกจากโรงพยาบาลที่อเมริกา…กลับมาเมืองไทย

เพื่อวิจัยงานชิ้นนี้อย่างจริงจัง

นับว่าเป็นอีกหนึ่งคนบ้า…ที่ผมยินดีที่ได้รู้จัก

ใช่ครับ…หมอไต่และทีมแพทย์ที่จุฬากำลังหาทางผลิตยารักษา ม ะ เ ร็ งแบบใหม่นี้มาให้คนไทยได้ใช้

ผมถามหมอว่าเอาเงินที่ไหนมาทำการวิจัย

เพราะรู้ว่าสาเหตุที่ยามันแพงก็เพราะค่าทำ Lab ทำการทดลองนี่ละ

(ซึ่งเป็นสิ่งที่บ้านเราไม่ค่อยให้การสนับสนุนกันเท่าไหร่เพราะมันเห็นผลช้า ไม่เหมือนสร้างห้องน้ำสร้างสะพาน ที่เห็นของจะๆ ใช้ได้เลย)

หมอไต่บอกว่าได้รับเงินสนับสนุน

จากคณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มาก้อนใหญ่

และได้ใช้เงินตรงนั้นทำห้อง Lab ขึ้นมา

เพื่อศึกษาเรื่องยารักษา ม ะ เ ร็ ง ตัวใหม่อย่างเข้มข้นเร่งด่วน

แต่งบที่ได้มามันชนเพดานแล้ว

ถ้าจะไปต่อจากนี้ต้องใช้วิธีการระดมทุน

อ้อ! คนอย่างเบลล่าถึงมาเสนอหน้าแถวนี้ได้

บทของผมอยู่แถวนี้นี่เอง

แต่…ผมไม่กล้ารับปากหมอว่าจะช่วยแกในครั้งแรก…

เพราะมันคืองานวิจัยที่ยังไม่เห็นผลชัดเจน

ผมไม่กล้าบอกกับคนทั่วไปว่ามาช่วยบริจาค

ให้คณะแพทย์จุฬากันเถิดเดี๋ยวเค้าจะผลิตยารักษา ม ะ เ ร็ ง ราคาถูก

มาให้เราได้ใช้กันถ้วนหน้า

มันดูเพ้อฝันเกินไป…

ใน Lab ของหมอไต่นั้นผมได้เห็นนักวิจัย

เอาตัวยาหยดใส่ถาดที่มีหลุมเล็กๆ หลายร้อยหลุม

ในปริมาณที่แตกต่างกันในแต่ละหลุม

ซึ่งหนึ่งในหลุมนั้น จะมีอันที่ใช้ได้และถูกนำมาผลิตเป็นตัวยาต่อไป

“หมอหยดไปกี่หลุมแล้วครับ”

“ก็หลายแสนหลุมแล้วครับ”

“ใช้มือหยดเนี่ยนะ?”

“จริงๆ ถ้ามีหุ่นยนต์จะเร็วขึ้นกว่านี้เป็นร้อยเท่า…แต่หุ่นมันตัวละร้อยล้าน เราเลยต้องใช้มือหยดไปก่อน”

กรรม…แล้วเมื่อไหร่จะได้?

ผมจากหมอไต่มาแบบค้างคาใจว่า

ทางหมอๆ เค้าจะทำได้เหรอ หยดไปเรื่อยๆ แบบนี้

แล้วก็ไม่กล้าช่วยแกหาทุน เพราะมันดูเลื่อนลอยไปหน่อย

เหมือนเล่นพนันแล้วกลัวจะได้ไม่คุ้มเสีย

เราห่างกันไป 8 เดือน…

จนกระทั่งไลน์เด้งเตือนขึ้นมาเป็นข้อความจากหมอไต่ว่า…

“คุณเบลเราได้ยาต้นแบบ 1 ตัวแล้วครับตอนนี้ต้องเร่งระดมทุนนำยาต้นแบบเข้าขั้นตอนต่อไปครับ”

เฮ้ยยยยยยยย!!!!!!

ปาฏิหารย์ชัดๆ ไม่รู้ว่าแกยาหยอดไปกี่ล้านหลุมแล้ว

ถึงได้ผลออกมาอย่างนี้

ผมรีบกลับไปที่ โรงพยาบาลจุฬา ในวันรุ่งขึ้น

เพื่ออัพเดทความคืบหน้ากับคุณหมอ

“ตอนนี้เราได้ตัวอย่างมาแล้ว และต้องการเงินก้อนหนึ่งเพื่อไปผลิตตัวยาในขั้นตอนต่อไป”

“ถ้าได้เงินก้อนนี้ เราจะได้ตัวยามาใช้สำหรับทดลองในสัตว์ก่อน และถ้าผลออกมาได้ดี จะสามารถนำมาใช้กับคนได้ต่อไป ซึ่งในการรักษากับคน เราจะรับรักษาผู้ป่วยชุดแรกฟรี”

และถ้ายาตัวนี้สามารถผลิตออกมาได้

จะลดราคาจากเข็มละสองแสน เหลือไม่เกินสองหมื่นบาท

และไม่แน่ว่าในอนาคตยาตัวนี้จะสามารถเข้าประกันสังคมได้

เป็นอีกทางเลือกใหม่ให้กับคนไทยทั้งประเทศ

ถึงเรื่องนี้จะเป็นฝัน…ก็ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว

“ขาดอีกกี่บาทครับหมอ” ถามตรงๆ

“สิบล้านบาทครับ”

ได้สิบล้านส่งตัวอย่างเข้าโรงงานผลิตได้เลย…

ผมอยากชวนพวกเราทุกคนคิดครับว่า

เรามีคนใกล้ชิดที่ป่วยด้วย โ ร ค ม ะเ ร็ ง หรือเปล่า?

แล้วถ้าเรามีทางเลือกที่ดีกว่าในการรับการรักษา

ไม่ต้องทุกข์ทรมานจากเคมีบำบัด

เพิ่มโอกาสการได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย ม ะ เ ร็ ง

ในราคาที่จับต้องได้ หรือสุดท้ายมีโอกาสเป็นสวัสดิการ

ที่คนไทยได้รับสิทธิ์ทุกคน

เราจะสนับสนุนคนที่ทำงานเหล่านี้หรือไม่?

หมอไต่บอกผมว่า มันยังมีอีกหลายขั้นตอน

กว่าจะที่ยาตัวนี้จะสำเร็จมาให้คนไทยมาใช้กันได้ถ้วนหน้า

ยังต้องใช้เงินอีกมากมาย ในขั้นตอนการนำมารักษากับมนุษย์

ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน ภายใน 4-5 ปีนี้ คนไทยจะได้ใช้แน่นอน

แต่ตอนนี้ เดือดร้อนอยู่ 10 ล้านบาท

ถ้าได้เงินมางานวิจัยจะไปต่อได้

พวกเราคนไทยเอาไงดี?

สำหรับผม ผมเลือกที่จะวางเดิมพันความเชื่อไว้

ให้กับหมอไต่และคณะแพทย์จุฬาครับ

เพราะคำพูด จากหมอไต่ว่า…

“ไม่ต้องกดดันนะคุณเบลล์ ถึงเราไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทีมคุณเบลล์ พวกเราก็ยังทำต่อ และหาทางไปด้วยตัวเองให้ได้…ยังไงเราก็ทำ”

ผมอยากจะบอกหมอว่า…

“ขอให้พวกเราเป็นอีกหนึ่งแรงเถอะหมอ นิดเดียวก็ยังดี”

พวกเราที่สนใจอยากสนับสนุน

สามารถบริจาคให้กับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัด ม ะ เ ร็ ง

คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตามเลขบัญชีที่ผมแนบมาให้ได้เลย

10 ล้านบาทจะว่าเยอะก็เยอะ แต่จะบอกว่าไม่เยอะก็ใช่

ถ้าพวกเราร่วมใจกัน

มาสู้กับ ม ะ เ ร็ ง กันครับ

เริ่มต้นด้วยการช่วยกันแชร์บทความนี้ก่อนก็ได้

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ CU Cancer Immunotherapy Fund

 

เพิ่มเติม…

“ยาภูมิคุ้มกันรักษา ม ะ เ ร็ ง ” กำลังจะพลิกโฉมวงการแพทย์ ทำให้หน่วยงานรัฐและเอกชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกพยายามแข่งขัน หรือร่วมมือกันนำงานวิจัยที่ได้รางวัลโนเบลมาต่อยอดพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แต่ดูเหมือนภาครัฐบาลและภาคเอกชนของไทยยังไม่ค่อยเข้าใจลึกซึ้งถึงความสำคัญอย่างน้อย 2 ประการของ “การรักษา ม ะ เ ร็ ง ด้วยภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์”

จากรางวัลโนเบล…หมอจุฬาฯ ผลิต “ยาแอนตี้บอดี้รักษา ม ะ เ ร็ ง”

นั่นคือความสำคัญของตัวเลข “ตลาดยารักษา ม ะ เ ร็ ง” ทั่วโลก 9 ล้านล้านบาท เฉพาะในไทย 8 หมื่นล้านบาท หรือความสำคัญของการฟื้นชีวิตของคนป่วยให้กลับมาอยู่กับครอบครัวอีกครั้งเป็นการลงทุนที่สำคัญสูงสุด มิอาจหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้….

ขอคนไทยแค่ 5 บาท…ผลิต “ยาภูมิต้านรักษา ม ะ เ ร็ ง”

เพื่อให้ “ศูนย์ชีววิทยาเชิงระบบ” แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีเงินเพียงพอต่อการศึกษาวิจัยเพื่อผลิต “ยาภูมิต้านรักษา ม ะ เ ร็ ง” หรือยาไบโอโลจิกส์ (Biologics) ขอเพียงคนไทยที่มีรายได้ 40 ล้านคน สนใจช่วยบริจาคคนละ 5 บาท เป้าหมายขั้นต้น 2 ร้อยล้านบาทก็จะสำเร็จทันที

ผู้สนใจบริจาคได้ที่ กองทุนภูมิคุ้มกันบำบัด ม ะ เ ร็ ง จุฬาฯ บัญชีออมทรัพย์คณะแพทยศาสตร์ เลขที่บัญชี 408-004443-4 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย อีเมล : CUCancerIEC@gmail.com, เฟซบุ๊กแฟนเพจ “CU Cancer Immunotherapy Fund” ใบเสร็จหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

Facebook Comments