เปิดใจ!! ‘เมเปิ้ล’ นักวิ่งมาราธอน โดนคุกคามทางโซเชียล

  • Admin
  • October 27, 2018
  • Comments Off on เปิดใจ!! ‘เมเปิ้ล’ นักวิ่งมาราธอน โดนคุกคามทางโซเชียล

กลายเป็นเรื่องที่ถกเถียงในโลกออนไลน์ หลังจากนักวิ่งมาราธอนสาว โพสต์ภาพตัวเองในงานวิ่งแห่งหนึ่ง แต่ปรากฏว่าคนโซเชียลต่างพากันแชร์ภาพดังกล่าวออกไปจนกลายเป็นกระแสทั้งในเชิงบวก และเชิงลบ รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องรูปร่างหน้าตา ทำให้เธอตกเป็นเหยื่อและถูกคุกคามทางโซเชียล หรือ Cyberbullying

‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ มีโอกาสได้พูดคุยกับเธอ หลังจากได้นำเสนอข่าวกระแสการถูกกลั่นแกล้ง หรือ Bully จากการคอมเมนต์ในโลกโซเชียล และการตกเป็นเหยื่อการคุกคามทางเพศในโลกออนไลน์

‘เมเปิ้ล’ พรนิภา วาณิชวิเศษกุล เปิดเผยถึงการรับมือหลังจากถูกดราม่าในโลกออนไลน์ว่า เราก็รู้สึกแย่นะที่ตกเป็นเป้าให้ทุกคนมาโจมตี เราไม่ใช่ดารา และไม่ใช่เน็ตไอดอล เราเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่นชอบการถ่ายรูป ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ ถ่ายรูปลงโลกโซเชียลเวลาไปทำกิจกรรม ไปท่องเที่ยว

ทั้งนี้ พอเราอ่านคอมเมนต์ที่เข้ามาก็มีทั้งดีและไม่ดี บางคนบอกว่าที่เราแต่งตัวมาเพราะอยากดังหรือเปล่า จริงๆ แล้วเขาไม่รู้จักเราเลย เขาไม่ถามเราก่อน หรือถ้าถามเรามาก่อน เราก็มีสิทธิ์เลือกที่จะตอบหรือไม่ตอบ ซึ่งเราก็รู้สึกว่าเราอยู่ในบริบทที่ถูกต้อง ซึ่งเขาก็มีสิทธิ์ที่เขาจะวิพากษ์วิจารณ์ แต่ต้องถามกลับไปว่า การวิพากษ์วิจารณ์ของเขานั้นละเมิดสิทธิของเราหรือไม่

“จริงๆ ถ้าถามเปิ้ลว่า เราจำเป็นต้องขอโทษสังคมไหม เปิ้ลว่าไม่ใช่ คนผิดจริงๆ คือ คนที่เอารูปของเราไปแชร์และวิพากษ์วิจารณ์เกินขอบเขต หรือใช้วาจาหยาบคายมากกว่า และมีคำถามต่อว่า ทำไมในเฟซบุ๊กถึงต้องตั้งเป็นสาธารณะ (public) ซึ่งบางอันเปิ้ลก็อยากตั้งเป็นสาธารณะ เพราะบางครั้งเปิ้ลก็ไม่ได้ตอบรับใครเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ก เพราะตั้งแต่มาวิ่ง เปิ้ลก็อยากมีเพื่อนในสังคมนักวิ่ง สังคมการออกกำลังกาย แต่เปิ้ลก็ไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊ก หรือบางครั้งก็อยากให้เพื่อนของเพื่อนได้เห็นกิจกรรมที่เปิ้ลทำ”

อย่างไรก็ตาม เราก็มีรูปอื่นอีกมากมาย เราก็อยากจะเห็น เผื่อมีคนที่เจอเราในงานวิ่ง อยากพูดคุยในเรื่องการออกกำลังกายกัน คือต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ‘เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนออกกำลังกายหายาก’ เราก็อยากมีสังคมตรงนั้นเผื่อไปเจอกันที่งานวิ่งตรงนี้ ตรงนั้น ทุกวันนี้เราก็ไปวิ่งคนเดียว เพราะเรากำลังอินอยู่กับการวิ่ง เรามีเพื่อนหลายคนที่เจอในงานวันนั้นเราก็แท็กเพื่อน เพื่อนของเพื่อนชวนไปงานวิ่งอีก

“งานวิ่งวันนั้นถือเป็นมินิมาราธอนงานแรกของเปิ้ลเลยนะ วิ่งที่ระยะทาง 11 กิโลเมตร ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 20 นาทีก็ถือว่าโอเคเลย ที่สำคัญเราได้เพื่อนนักวิ่งจากในงานนั้น ได้มิตรภาพใหม่ๆ มากขึ้น”

ขณะเดียวกัน หลังจากเป็นกระแส ก็มีพวกกลุ่มสิทธิสตรี และกลุ่มนักวิ่งด้วยกันติดต่อเข้ามา แต่เราก็ยืนยันว่า เราไม่ได้ใช้ช่องทางนี้เพื่อโปรโมต รับงานอะไรทั้งนั้น เราอยากสร้างมาตรฐานใหม่ คือ ตอนนี้คนมองว่า ถ้าคุณเป็นข่าว หรือคนที่โนเนมเป็นข่าวขึ้นมาปุ๊บคนต้องรีวิวสินค้า หรือขายครีม ซึ่งอันนั้นไม่ใช่เรา เราไม่รับ แต่ถ้าเป็นงานวิ่งการกุศล เพราะเราออกกำลังกาย เราเรียนสื่อมา เราก็อยากจะใช้ในทางที่ถูกต้อง

กว่าจะสตรองรับมือ Cyberbullying

‘เมเปิ้ล’ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น กว่าเราจะสตรองและรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราก็ร้องไห้เสียใจกับคำพูด คำหยาบคายของคนในโลกออนไลน์ที่ละเมิดเรา เราก็พยายามคิดว่าเขาพิมพ์แล้วเดี๋ยวก็คงจบ เขาไม่รู้จักเราด้วยซ้ำ บางคนเหมือนมาพ่นๆ บางคนอยากมาระบายจนเราคิดว่า เราเป็นกรมสุขภาพจิตหรือเปล่า เพราะบางคนก็แบบตามด่าทุกโพสต์เลย

ก่อนหน้านี้เราก็คุยกับเพื่อนเรื่องดาราคนหนึ่ง ซึ่งคนในโซเชียลเข้าไปตามด่าเขาทุกโพสต์เลย เราก็ไม่คิดว่าวันหนึ่งเราจะโดน บางทีก็มีอินบ็อกซ์จากผู้ชายที่ส่งรูปอนาจารมา หรือพูดจาหยาบคายส่อเสียดไปในเชิงชู้สาว เราก็ไม่อยากให้ค่ากับสิ่งพวกนี้ แต่ถือว่ามันน่ากลัวเหมือนกันเพราะเราก็เป็นผู้หญิง ซึ่งในโลกใบนี้ผู้ชายก็ยังโดนคุกคามทางเพศเหมือนกัน โดยเฉพาะในโลกออนไลน์

“มันเป็นที่ระบบความคิดของคนนะ คือ โลกไปไกลแล้ว แต่ในไทยยังมีระบบความคิดแบบเดิมๆ แม้กระทั่งตัวเราเอง หรือดาราที่มีชื่อเสียง เพราะทุกคนจะบอกว่า เพราะคุณอยู่ในที่สาธารณะ คุณต้องยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ให้ได้ ถ้าคุณแต่งตัวโป๊เอง คุณต้องใจนักเลงพอน้อมรับความคิดเห็น ซึ่งการวิจารณ์นั้นทำได้แต่ไม่ควรหยาบคายและละเมิดสิทธิ์คนอื่น”

เลือกทางสายกลาง มีกาลเทศะ แต่อย่าให้ใครมาเปลี่ยนความคิดเรา

‘เมเปิ้ล’ กล่าวอีกว่า ถ้าถามว่า เราจะใส่ชุดออกกำลังกายแบบนี้อีกไหม เราก็ยังยืนยันว่าจะใส่ลักษณะนี้ต่อไป แต่จะเลือกให้เป็นทางสายกลาง เป็นตัวของตัวเอง เราไม่ได้เอาความคิดคนอื่นมาเปลี่ยนตัวเรา แต่เราจะเอาคำแนะนำ คำตักเตือน มาทำให้เราเซฟมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เราตกเป็นเป้า ทุกคนจับจ้องเราอยู่ แต่เวลาผ่านไปคนก็จะลืม แต่ก็ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งที่ยังจับจ้องเราอยู่ เราจะพยายามไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการนินทา การละเมิดอีก แต่จะมาให้เราใส่เสื้อตัวใหญ่ๆ แขนยาวขายาวอีกก็คงไม่ได้ เพราะเราเป็นคนสดใส ก็จะเลือกเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด หลายคนก็แนะนำว่า ให้ลองใส่ชุดไทย เราก็อยากใส่ชุดไทย ชุดอินเดีย อยู่เหมือนกัน

“เปิ้ลไม่ได้สนับสนุนให้ผู้หญิงแต่งตัวโป๊นะ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกาลเทศะ และจุดประสงค์ เรารู้สึกบริบทที่แต่งเราไม่ผิด แต่เราอาจจะพลาด คือ เราไม่รู้เรื่องข้อจำกัดการถ่ายรูป ซึ่งวันนั้นฝนตกด้วย ประกอบกับกางเกงที่ใส่ลักษณะคล้ายผ้าร่ม ที่สำคัญมันเป็นมุมภาพพอดี พอรูปออกมาเลยเป็นแบบนั้น”

ขณะเดียวกัน หลายคนบอกว่าทำไมไม่เอาเสื้อมาปิด ทำไมไม่เซฟ เราก็อยากจะบอกว่าการแต่งกาย หรือชุดออกกำลังกายสมัยนี้ มันคือแฟชั่น และขึ้นอยู่กับสไตล์แต่ละคน ที่จะใส่แบบไหน บางคนชอบเสื้อยืดกางเกงขาสั้น บางคนชอบเสื้อกล้าม เขาออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับสไตล์ของแต่ละคน เราไม่ได้ไปบอกโรงงานว่าจะเอาแบบนี้ จะเอากางเกงแบบนี้ ทุกอย่างจัดสรรมาเพื่อให้กับความชอบที่แตกต่างกัน

“ชุดออกกำลังกาย เขาออกแบบมาเพื่อซัพพอร์ตกล้ามเนื้อ เราถนัด และคล่องตัวในการออกกำลังกายแบบนี้ บางชุดมันใส่ไปทำกิจกรรมอย่างอื่นไม่ได้ เพราะมันร้อน แต่คนบางคนก็ไม่มั่นใจ หลายคนบอกว่า คุณมั่นใจในตัวเอง ใช่ เปิ้ลมั่นใจ แต่เปิ้ลไม่ได้หมายความว่าเปิ้ลมั่นใจในรูปร่างหน้าตาเปิ้ลนะ แต่เปิ้ลมั่นใจในตัวเรา ร่างกายของเรา ก็ไม่ได้เพอร์เฟกต์อะไรขนาดนั้น”

คิดต่างได้ วิจารณ์ได้ แต่ไม่ควรละเมิดสิทธิของคนอื่น

‘เมเปิ้ล’ มองว่า ประเทศไทยยังถูกวางกรอบว่า ไม่สวยห้ามแต่งตัวแบบนี้ หรือถ้าอ้วนอย่าใส่แบบนี้ จริงๆ ถ้าไปฟิตเนส หลายคนหุ่นไม่เฟิร์มเลย แต่เขาไปออกกำลังกายก็ต้องใส่ สปอร์ตบรา และเลกกิ้ง แต่บ้านเรา ถ้าเราอ้วนนะเธอจะใส่แบบนั้นไม่ได้

“แบบนั้นเพราะอะไร ก็เพราะหลายคนทั้งผู้ชาย หรือผู้หญิงจะบอกว่า เธอใส่แล้วเหมือนแหนม เหมือนงูเหลือม ดูเหมือนคำพูดที่ตลกๆ แซวเล่นๆ แต่คำพูดพวกนี้ทำให้หลายคนไม่กล้าใส่เพราะไม่อยากโดนแซว หรือโดนนินทา แต่ก่อนเปิ้ลก็ไม่กล้าใส่ เพราะเราก็มีพุง แต่พอเราไปฟิตเนส ต่างคนก็ต่างไม่สนใจกันเพราะเขามาออกกำลังกาย ไม่มีใครโฟกัส คนไทยชอบคิดว่า คนนี้ต้องแต่งแบบนี้ เธอห้ามแต่งแบบนั้น ผู้หญิงก็เลยไม่มั่นใจ”

อย่างไรก็ตาม เคยมีคนโดนแบบเรา โดนเพื่อนล้อ ว่า อ้วนแล้วยังจะกล้าใส่อีก ขาดำก็ยังใส่ขาสั้น เราอยากจะให้ผู้หญิงทุกคนรู้ว่า ฉันจะใส่แบบนี้ ฉันไม่โป๊ อนาจาร คุณก็ไม่มีสิทธิ์มาละเมิด คือ เราไม่ได้บอกว่า คนเราวิจารณ์ไม่ได้ เพราะคนเราต่างกัน ต่างพ่อต่างแม่ คนเราชอบไม่เหมือนกัน และเราก็ห้ามคนวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ แต่ก็ไม่ควรแสดงความหยาบคาย เช่น คนนี้แรงเนาะ คนนี้11 รด. คนนี้หน้าด้านมาก คนนี้ขาตันมาก ใส่แล้วเหมือนงูเหลือม

“มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่า ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนส่วนใหญ่ ไม่ได้แต่งตัวโป๊ หรือล่อแหลมเลย แต่เขาจะโทษว่า เพราะคุณนั้นแหละที่แต่งตัวยั่วยุ แต่ทำไมไม่โทษผู้ชายว่า ทำไมไม่เก็บความหื่นกระหาย ไประบายในที่ถูกต้อง”

ทั้งนี้ เพราะความคิดหลักๆ เลยเขายังมองว่า ผู้หญิงยังเป็นวัตถุทางเพศ (sexual objectification) ที่ลวนลามได้ แต่หากผู้หญิงยังมองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ และไม่เข้าข้างผู้หญิงด้วยกันเองจึงทำให้เปลี่ยนยาก

นอกจากนี้ เรามองว่า อาจจะเป็นที่การศึกษาด้วย เพราะเราถูกสอนว่าอย่าแต่งตัวลักษณะนี้ เดี๋ยวจะโดนแบบนี้ แต่เราลืมที่จะปลูกฝัง เด็กและผู้ชายด้วยว่า อย่าทำแบบนี้ ยิ่งตอนนี้การเข้าถึงโซเชียลมีมากขึ้น เมื่อเด็กเห็นคำพูดที่เหมือนลักษณะวิพากษ์วิจารณ์ เช่น อีอ้วน อีดำ เขาก็จะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งแท้จริงแล้วมันเป็น สัญญะ (Sign) ทางการกดขี่ การเหยียด (Bully)

“ตอนนี้โลกเปลี่ยนแล้ว เรามีการรณรงค์เยอะแยะ เช่น ร่างกายของฉันสิทธิของฉัน (My Body My Rights) ซึ่งเปิ้ลเองก็ไม่ได้สนับสนุนเรื่องแต่งตัวโป๊ แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพอดี และกาลเทศะ”

จากสาวออฟฟิศสู่นักวิ่งมาราธอน

เปิ้ล เริ่มเล่าว่า เพิ่งมาเริ่มออกกำลังกายจริงๆ จังๆ เมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนวัยรุ่น 20 ต้นๆ เราใช้ร่างกายค่อนข้างหนัก เช่น กินนอนไม่เป็นเวลา ไม่ออกกำลังกาย เพราะด้วยอาชีพที่เราทำอยู่ ตอนนั้นเราทำรายการทีวี ต้องอยู่ห้องตัดต่อนอนดึก ทำงานหามรุ่งหามค่ำ พออายุมากขึ้นก็รู้สึกไม่โอเค

นอกจากนี้ เราชอบกินมากๆ กินขนม กินชาไข่มุก กินข้าว คือ ทั้งแป้ง ทั้งของหวาน เราชอบมากๆ หลังจากย้ายงานมาเป็นพนักงานแบงก์ ซึ่งเขาทำงานเป็นเวลา เราจึงมีเวลาว่างมากขึ้น ด้วยความที่ไม่ชอบปาร์ตี้ ก็เลยหากิจกรรมที่เหมาะกับตัวเรา ที่สำคัญคือน้ำหนักเรามากขึ้นจึงหันมาออกกำลังกาย

“แต่ก่อนเปิ้ลวิ่งแค่ 5 นาทีก็เหนื่อยแล้ว ตอนน้ำหนักมากๆ รู้สึกปวดขา ปวดเข่าก็เลยมาออกกำลังกาย ช่วงแรกๆ ก็เวทเทรนนิ่ง มวย จักรยาน พอมาระยะหนึ่งก็มีคนบอกว่าจริงๆ น่าลองวิ่งดูนะ เราก็เลยลองหัดวิ่งๆ ซึ่งตอนนี้ก็หันมาวิ่ง โดยจะวิ่งเกือบทุกวัน จันทร์ถึงศุกร์ก็วิ่งช่วงเย็น เสาร์อาทิตย์ก็วิ่งตอนเช้า”

ส่วนการวิ่งมินิมาราธอนครั้งแรก เราศึกษามาเป็นอย่างดี ทำการบ้านดีมากเหมือนลงฮาล์ฟ ฟูลมาราธอน จริงๆ การวิ่งไม่ได้แข่งกับใครแต่เราแข่งกับตัวเราเอง เราวิ่งตลอดระยะทาง 11 กิโลเมตร เราก็รู้สึกดีใจ

“เปิ้ลคิดว่าการออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองในการดูแลตัวเอง แม้ตอนนี้จะเลิกกินของหวานไม่ค่อยได้ แต่ก็พยายามให้น้อยลง กินอาหารสุขภาพให้มากขึ้น ออกกำลังกายอาทิตย์ละ 4-5 วัน คือ วิ่งกับปั่นจักรยาน คุมน้ำหนักให้ได้ตามเป้าหมาย และไม่ให้น้ำหนักมากไปกว่านี้ สำหรับเปิ้ล การวิ่ง มันทำให้เราเปิดประสบการณ์ใหม่ ได้เจอสังคมใหม่ ถ้าในอนาคตมีโอกาส ก็อยากวิ่งกับไอดอลของเรา ก็คือ พี่ตูนค่ะ”

ข้อมูล:ไทยรัฐออนไลน์

Facebook Comments