นักบุญ ในคราบคนบาป! หมอพื้นบ้านเด็กแนวหัวใจเทวดา เดินตามรอยพ่อ ตระเวนรักษาคนฟรี

  • Komsan
  • January 8, 2019
  • Comments Off on นักบุญ ในคราบคนบาป! หมอพื้นบ้านเด็กแนวหัวใจเทวดา เดินตามรอยพ่อ ตระเวนรักษาคนฟรี

ผู้หลักผู้ใหญ่พุ่งตรงมุ่งเข้าหา คนหนุ่มรุ่นสาวแห่ศรัทธาแก่กล้า ลูกเด็กเล็กแดงเพิ่งพิงเข้าในสังกัด แนะนำกันอย่างนี้อย่าเพิ่งคิดสงสัยว่าเขาเป็นแก๊งสเตอร์ตัวบิ๊ก หรือนักเลงมากอิทธิพล เพราะเราๆ ท่านๆ ต่างก็คุ้นหน้าค่าตากันเป็นอย่างดีและอาจได้ยินได้ฟังเรื่องราวของชายคนนี้มาแล้วไม่มากก็น้อย “ศุภฤกษ์ ชาญเชิดศักดิ์” หรือ “หมอเสือ” คือใครคนนั้นที่เรากำลังกล่าวถึง

ในวันวัยสามสิบร้อนหนาว “ศุภฤกษ์ ชาญเชิดศักดิ์” เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งดีและร้ายตามวิถีคนหนุ่มผู้แนวแน่ในทางของตัวเอง ขณะที่ชีวิตอีกด้านก็ได้สืบทอดวิชาความรู้ศาสตร์บรมครูการรักษาที่ทำให้ไทยไม่สิ้นชาติและไม่น้อยด้อยกว่าชาติใดๆ ในโลก อย่างชำนิชำนาญจนน่าอัศจรรย์ใจแก่โลกยุคใหม่

ด้วยภาพลักษณ์ภายนอกสักตัวเต็มลายเป็นภาพแรกๆ ที่ทำให้เรารู้สึกสนอกสนใจคุณหมอหนุ่มผู้นี้ บวกกับศาสตร์การรักษาพื้นบ้านโบราณดั้งเดิม ยิ่งจูงใจให้เราก้าวเข้าไปเพื่อสนทนาด้วย ไม่คาดหวังยึดติดก็ไม่โศกาโศกีเสียใจ เพราะทุกชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน มันมีเรื่องราวที่เป็นดั่งใจ และไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ แต่นั่นจะสำคัญอย่างไร ถ้าเพียงใครสักคนจะกล้าหาญพอที่จะยืนหยัดและศรัทธา ทำในบางสิ่งบางอย่างที่ดีแก่สังคม…แม้ว่าใครจะหยามเหยียด

“วิชาความรู้หมอพื้นบ้านมันอยู่ในสายเลือด คือตั้งแต่ปู่ทวดเป็นหมอที่มีชื่อเสียงดังมากจากประเทศจีน ก็หนีการเมืองในยุคปฏิวัติการเมืองโดยลี้ภัยอพยพกันทั้งครอบครัวเข้ามาอยู่ในประเทศไทย พอการเมืองที่นั่นสงบลงท่านก็กลับไปคนเดียว ให้อาม่ากับลูกๆ อยู่ที่เมืองไทยโดยไม่กลับมาเหลียวแล ปู่ของผมซึ่งเป็นลูกชายคนโตจึงไม่เอ่ยถึงและแอนตี้ทุกอย่างที่เป็นแบบคุณปู่ ยกเว้นเสียแต่คนในครอบครัวมีอาการเจ็บป่วย ท่านก็จะปรุงสมุนไพรในความรู้ที่ได้จากทวดรักษา ด้วยเหตุนี้อาจจะทำให้แม้ว่าพอท่านมีครอบครัวมีชีวิตตามวิถีทางของท่าน แต่พ่อผมก็ได้รับความซึมซับตรงนั้นทำให้ทุกอย่างกลับตาลปัตรมันเหมือนอยู่ในสายเลือดที่ทำให้พ่อผมอยากเป็นหมอ

“ท่านก็เริ่มเดินทางตั้งแต่แก่อายุ 12 ปี ทั่วประเทศไทย หาหมอพื้นบ้านเอย หมอหลวงต่างๆ เอย กระทั่งพระต่างๆ ที่เก่งๆ เพื่อเรียนรู้ศึกษาศาสตร์นี้ไม่ต่ำกว่าร้อยคน หนึ่งในนั้นคือ พระสหายของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาแพทย์พื้นบ้านให้ท่าน”

หมอเสือเล่าย้อนความถึงจุดเริ่มต้นการสืบทอดแพทย์แผนพื้นบ้านของตระกูล “ชาญเชิดศักดิ์” แห่งวัดพิกุลเงิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี

“ผมก็จะได้รับความรู้ตั้งแต่เด็กๆ เพราะทุกๆ วันท่านจะตรวจแล้วพูดดังๆ ให้เราซึมซับว่ามันเป็นแบบนี้ถึงเกิดโรคนี้ สาเหตุแบบนั้นก่อโรคนั้น ชีวิตก็เป็นแบบนั้นเรื่อยมา จนกระทั่งอายุราวๆ 7-8 ขวบ เราก็ช่วยท่านทำการรักษา เนื่องจากโตแล้วถ้าไม่ช่วยก็จะไม่ได้เงินค่าขนมไปโรงเรียน ก็จำใจทำช่วยรักษา

“ทำแบบไม่ทำเสียไม่ได้” ศุภฤกษ์กล่าวพลางหยุดช่องคำให้เว้นว่างเฉกเช่นความขืนข่มฝืนใจในวันวัยเด็กจากภาพภายนอกนัยน์ตาคนอื่น ชาวบ้านมองน่าจะเป็นความภาคภูมิใจในฐานะบุตรลูกหมอที่ใครๆ ต่างให้ความเคารพและพึ่งพิง หรือการเป็นครอบครัวอบอุ่นสมบูรณ์แบบพ่อแม่ลูก ทว่า การเสียสละทุ่มเทรักษาช่วยเหลือได้พรากเวลานาทีความสุขบางอย่างของสายสัมพันธ์ครอบครัวจนเลือกที่จะหันหลังอย่างสิ้นเชิงกับเส้นทางสายนี้

“ตอนนั้นที่เราคิดแบบนั้น เพราะเราไม่ได้ไปเที่ยวเหมือนคนอื่นเขาในวันหยุด ดึกๆ กลางคืนไม่ได้นอนกอดกันหรือกล่อมเล่านิทาน เมนูกับข้าวก็เน้นผักเป็นหลักเพราะรายได้เราน้อย หมึก กุ้ง นานทีปีหน คือท่านอยู่กับสมุนไพรทำยา และก็คนไข้ที่บ่อยครั้งเจ็บป่วยเฉียบพลันมากลางดึกก็ลุกขึ้นไปรักษา จนวันเดือนปีผ่านไปเรียนจบขึ้นชั้นมัธยมเราก็เลือกเส้นทางของตัวเองตั้งแต่ตอนนั้น ยังไงก็ไม่เป็นแบบพ่อ ปล่อยให้พ่อทำคนเดียว เราก็ไปทำโน่นนี่นั่นจากญาติๆ พี่น้องของคุณพ่อที่เป็นเจ้าของกิจการต่างๆ จนมีโอกาสได้ไปเมืองนอกเปิดร้านเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง ตอนนั้นรายได้ดีมาก มีเงินมีทองอู้ฟู่เลย ก็ยังพูดหยอกบอกกับคุณพ่อว่าทำลำบากแบบนี้ยังทำอยู่อีกทำไม เพื่ออะไร ให้เขาคิดเปลี่ยนใจ แต่ก็ไม่เป็นผล

“คือเรายังไม่ได้คิดว่าการช่วยเหลือคนมันเป็นอะไรยังไง มีความสุขอย่างไร ยังไม่อยู่ในจุดที่พ่ออยู่แล้วเราก็เอาสิ่งที่เราทำได้มาเป็นตัววัด วันที่เริ่มตระหนักรู้ก็วันที่เกิดความล้มเหลวพ่ายแพ้ในหลายๆ เรื่องของชีวิต

“มีเวลา มีเงินทอง แต่ชีวิตไม่มีความสุข สิ่งที่เราทำและตามหาจากที่ขาดวันนี้เติมเต็ม แต่ไลฟ์บอย ก็คิดว่าเราถ้าอย่างนั้นควรที่จะต้องอยู่คนเดียว แต่การจะกลับมาอยู่คนเดียวเฉยๆ ที่บ้านอย่างไร เราก็ต้องช่วยพ่อ และที่สำคัญไม่นานต่อจากนี้ก็ต้องสืบทอดวิชาหมอพื้นบ้านจากคุณพ่อ เนื่องจากเป็นกฎของหมอพื้นบ้านที่ว่าผู้สืบทอดต้องเป็นบุคคลคนครอบครัว ก็ตัดสินใจไปบวช เพราะบวชแล้วจะสามารถทำให้เราไม่ต้องมารับช่วงต่อเหนื่อยแบบนี้ได้ แต่ก็มีกฎของสงฆ์ว่าด้วยภิกษุห้ามเป็นหมอยา”

3 ปีเต็มๆ กลับการอยู่ครองสมณเพศด้วยความสุขกายสบายใจในสิ่งที่ตัวเองเลือก จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็เดินเข้ามาทักทาย จุดเปลี่ยนนั้นมักรอเราอยู่ที่ใดที่หนึ่งเสมอ และสำหรับเด็กแนวผู้มีโลกทัศน์เป็นตัวของตัวเอง จุดจุดนั้นมาถึงเขาขณะที่ความพร้อมในสิ่งที่อยากให้เกิดมาขนานคู่กับสิ่งที่ไม่อยากให้มา

“คือถ้าเราเอาความรู้ความคิดที่มีมาอยู่ช่วยเขาจะไม่เหนื่อยและอาจจะอยู่ทุกวันนี้ ยืดอายุของท่านไปอีก 5 ปี หรือ 10 ปี แต่เราไม่ทำ คุณพ่อท่านได้พักแล้ว ท่านเสียชีวิต และคำพูดสุดท้ายก่อนที่ท่านสิ้นใจ เปรยกับคุณแม่ว่า “ถ้าฉันไม่ตาย ลูกฉันจะไม่ได้ดีแล้วมายืนแทนที่ฉัน”

“ทีนี้ในขณะที่เรากำลังคิดถึงสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้ว คนไข้เก่าของคุณพ่อที่ยังต้องรักษาอย่างต่อเนื่องก็เข้ามาขอให้เราช่วยเขาต่อ เราเป็นพระก็ต้องช่วย ก็ต้องทิ้งชีวิตที่เรามีความสุข ที่เราแสวงหา ออกมาเพื่อที่จะรักษาคนและสานฝันต่ออุดมการณ์ของคุณพ่อเพื่อไถ่บาปที่เราได้กระทำไม่ดี ทั้งเกเรตามประสาช่วงวัยรุ่น การทิ้งให้ท่านแบกภาระหนักอยู่คนเดียวในทางนี้”

ทั้งๆ ที่ไม่ชอบ ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากเข้ามาทำในตรงนี้และเหนือสิ่งอื่นใดความเชื่อมั่นที่มีต่อเรื่องของการช่วยเหลือถูกบั่นทอนจากคนที่ไม่เห็นค่า ศุภฤกษ์ก็ตัดสินใจเดินตามรอยบรรพบุรุษ ลองเชื่อ…ในสิ่งที่รากที่ก่อร่างสร้างตัวเขาในวันนี้เป็น ลองศรัทธา…ในสิ่งที่พ่อทำด้วยใจบริสุทธิ์ เพื่อไถ่คุณถอนบุญความผิดที่มีต่อบุพการีผู้พ่อ หากแต่ว่าเมื่อได้สัมผัสกับการช่วยเหลืออย่างแท้จริงมันได้เปลี่ยนแปลงโลก พ.ศ. 2556 ใบย่อมให้กลายเป็นจักรวาลแห่งการช่วยเหลือในคราบ “นักบุญ-คนบาป” หมอเสือแห่งสำนักนวหรคุณตั้งแต่บัดนั้น

“ให้-มอบ-อุทิศ” ชีวิตคำว่า “หมอ” หนึ่งเดียวไม่มีสอง
“พอได้ช่วยเหลือมันเปลี่ยนเราไปเป็นอีกคนเลย การได้เป็นผู้ให้อย่างแท้จริง ไม่สำคัญว่าเราจะได้รับอะไรตอบแทนกลับมา แต่เรารู้ว่าการที่เราลงมือทำได้ช่วยเหลือและเปลี่ยนแปลงชีวิตคนคนหนึ่ง และที่สำคัญมันที่ไม่ใช่เพียงคนคนหนึ่งให้ดีขึ้น มันส่งต่อไปถึงครอบครัวของเขา หากเป็นลูกก็ดั่งแก้วตาดวงใจ เป็นพ่อก็เสมือนเสาหลักของครอบครัวที่จะขาดไปไม่ได้ เรามีกำลังเรามีความรู้ในการช่วยเหลือ เราไม่ช่วยแล้วเขาจะเป็นอย่างไร

“เรารู้เลยว่าพ่อเรานั้นเขายิ่งใหญ่มาก จริงๆ คนที่จะมีชื่อเสียงในวันนี้ควรที่จะเป็นเขามากกว่าเป็นผม” แต่วันวานมิอาจย้อนคืนมา หนทางข้างหน้าเมื่อลูกไม้ไม่ไกลต้น แก่นและลำย่อมแตกก้านสาขาใบให้ร่มเย็นเฉกเช่นเดียวกัน

พอเราก้าวขึ้นมาทำหน้าที่หมอพื้นบ้านแทนคุณพ่อ เป็นอย่างไรบ้าง
ด้วยความที่เป็นคนคิดนอกกรอบ ก็ปรับเปลี่ยนสิ่งที่พ่อทำใหม่หมดเพื่อรักษาสมดุลของทั้งฝ่ายเราและคนไข้ ในเรื่องของความเหนื่อยของเราก็ดี ในการรักษาและของคนไข้ในการรับประทานยา หรือในเรื่องเวลาของเราก็ดี ที่เราจะได้พักและของคนไข้ที่จะได้ไปใช้ชีวิตเลี้ยงตัว เรื่องเหล่านี้เราก็เอามาประยุกต์ใหม่ อาทิ คนไข้ต้องกินยาเยอะมาก และกินเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน 7 เดือน 8 เดือน เราก็คำนวณเลย กินยาเป็นเงิน 2,000 บาท 3,000 บาท มันก็ค่อนข้างจะเยอะ เราขอตัดออกให้ลดน้อยลงโดยการที่เราคิดยาขึ้นใหม่ ประยุกต์ขึ้นใหม่ทั้งหมด

เพราะเราอยู่ในยุคที่เจริญกว่าคุณพ่อ วิชาความรู้สรรพคุณอะไรต่างๆ เราหาข้อมูลง่ายจากงานวิจัยเพียงนิ้วจิ้มก็ทำให้เราทำได้สามารถลดเวลาการกินและรักษาลงเพื่อการช่วยเหลือครอบคลุมกับทุกๆ คน ไม่ต้องเหนื่อยหาวัตถุดิบ ไม่ต้องเหนื่อยที่จะปรุง คนไข้ก็ไม่ต้องขยายหรือท้อเวลากินยาที่มันเยอะๆ หรือกินกันนาน 3 เดือน ปิดเคส อาการคนไข้ได้เลยนั้นคือสิ่งแรกที่เริ่มทำให้สามารถรับมือกับคนไข้ที่มาตกเฉลี่ยเดือนละ 150 คน ได้โดยเหนื่อยน้อยกว่าคุณพ่อนิดหนึ่งและก็เสียทรัพย์ส่วนตัวน้อยกว่าท่านบ้าง เรายังมีสร้อยทองข้อมือติดตัว

ทำไมเป็นอย่างนั้น?
เป็นจิตวิญาณของผมที่ยึดหลักหมอพื้นบ้าน ไม่สามารถคิดเงินกับคนไข้ได้ มันเป็นข้อหลักยึดจรรยาของหมอพื้นบ้าน ผมก็ไม่คิดค่าตรวจ ตรวจฟรี บอกอาการฟรี คิดแค่ค่าสมุนไพรที่มีค่าใช้จ่ายในการหา เพราะเบื้องลึกความสุขของด้านนี้ผมไม่ต้องการอะไร ผมต้องการแค่คุณมาด้วยความทุกข์และความเศร้าหมอง คุณออกไปขอให้เป็นรอยยิ้ม ขอให้คุณมีชีวิตที่ดำเนินต่อไปเป็นไปในทิศทางที่ดี นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ เงินของคุณเอามาแค่ทำยาก็หมดแล้วก็เข้าเนื้อผม ผมก็ไปแสวงหามา นั่นมันคือเหตุผลของผม คือผมจะไปวิ่งมอเตอร์ไซค์เก็บสมุนไพรตามที่ต่างๆ หรือบางทีก็ไปขอสมุนไพรที่สวนของคณะแพทย์มหิดลมันก็เป็นความสุขเล็กน้อยของผม ไปประกาศในเฟซบุ๊กต้องการเงินก้อนนี้ ต้องใช้เงินประมาณเท่านี้ที่อุปถัมภ์คนไข้ โดนคนด่าบ้าง หาว่าเราไปเป็นมิจฉาชีพหลอกลวงบ้างผมก็ไม่สน เพราะผมทำจริง

บางคนเขาก็เห็นในสิ่งที่เราทำอย่างพี่ ยิ่ง Youngterk Tattoo, พี่จักร HUA HIN Tattoo สองคนนี้คือแรงผลัก เขาไม่ใช่คนไข้ของเรา แต่เขานำเงินจากการประกวดรอยสักมาร่วมทำบุญให้ผมช่วยเหลือคนที่ไม่มีเงิน หรือพี่คนหนึ่งเขาอยากให้ช่วยรักษาโดยให้เราเดินทางไปหาเขา ให้เราบินไปรักษา พอเราช่วยเขาได้ เขาบอกเราเลยว่าอยู่ตรงนี้อยากทำอะไรทำ ใครไม่พอเงินพี่เอง พี่จ่าย เราก็มีค่าใช้จ่ายสำหรับคนไข้ทั้งขาจรและที่มาพักฟื้นที่บ้านที่อยู่กัน 3-4 เดือน เรื่องอาหารการกินจัดการหาให้กิน จนบางคนอิจฉาขอมาเป็นคนไข้ คือเรากินอย่างไรเขาควรกินอย่างนั้น ตอนนี้เหลือเท่าไหร่ยอดทั้งหมดประกาศในเฟซบุ๊กหมด อย่างเหลือ 4 หมื่น 5 หมื่น พร้อมรับมือ มาเลย คือมันเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ

กระนั้นเรายังมีกระแสตีกลับในเรื่องของภาพลักษณ์รอยสักเต็มตัว
นี่หรือคือหมอ สภาพอย่างกับพวกนอกกฎหมาย Out Law บัตรใบประกาศคุณวุฒิก็ไม่มี เครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่ทันสมัย จับชีพจรปุ๊บบอกอาการได้ทันที ขอถามหน่อยว่าแล้วทำไมคนโบราณที่เป็นหมอพื้นบ้านเหล่านั้นเขาสามารถช่วยเหลือทำการรักษาโรคต่างๆ ได้ ทั้งๆ ที่โรคสมัยนั้นกับสมัยนี้ก็มีบางโรคที่คนยังเป็นกันอย่างโรคไส้ติ่ง ตอนนั้นเครื่องไม้เครื่องมือไม่มีในการทำการผ่าตัด แต่เขาสามารถปรุงยาช่วยเหลือให้รอดพ้นไม่ตายจากอาการไส้ติ่งแตกได้

มันคือความรู้ที่สั่งสมกันมาไง เอาจริงๆ เราเห็นสิ่งไหนมารักษาคน ผมหรือใบประกาศ ถ้ากระดาษแผ่นนั้นจะช่วยรักษาคนได้ผมก็สบาย แต่มันไม่ใช่ ถ้าให้เลือกกระดาษหนึ่งใบสำหรับผม ผมขอกระดาษใบหนึ่งที่เขียนข้อความให้คนไข้ไปปฏิบัติตัวเพื่อดูแลตัวเองดีกว่า กระดาษใบนั้นมีประโยชน์มากกว่ากระดาษประกาศบอกวุฒิฯ คือเรื่องนี้มันเหมือนเรื่องของความงมงายมันมีเส้นบางๆ กั้นกัน ถ้าคุณเชื่อถือว่าไอ้ภาพแบบนี้ดี ภาพแบบนี้คือไม่ดี แต่ผมถามว่าอันไหนคือคำตอบของคุณ ภาพที่อาจดูไม่ดีมันอาจจะเป็นคำตอบของคุณก็ได้

มองอีกมุม การมีอุปกรณ์มากขึ้นมันคือสิ่งที่ช่วยคนที่เรียนรู้แล้วไม่สามารถจดจำได้หมด ถ้าไม่จำเป็นผมไม่อยากจะพึ่ง ตัดทิ้งเลย เชื่อมั่นในความศรัทธาในสิ่งที่คนรุ่นเก่าหรือคัมภีร์หรือวิชาที่สอนเรามา คุณเดินไม่คล่อง คุณพึ่งไม้เท้ายันรักแร้ เดินไม่ได้ก็รถเข็นแบบเดียวกันหรือเปล่า เรื่องนี้ก็มีคนมาพิสูจน์ผมหลายคนมาก ไปตรวจมาก่อนจากโรงพยาบาลและให้ผมตรวจและวิเคราะห์ซึ่งมันจะต้องเป็นไปตามนั้น ผมก็ประจักษ์ว่ารักษาได้

แคร์หรือเสียใจบ้างหรือไม่ เพราะทั้งๆ ที่เรามีความสามารถช่วยเหลือเขาได้ แต่เขากลับไม่เชื่อเราจากสิ่งที่ตาเห็นภายนอก
ก็มีบ้าง แต่ก็ไม่แล้ว เพราะผมศรัทธาในศาสตร์วิชาความรู้ที่ได้รับการตกทอดมา คุณไม่เชื่อผมก็ทำการรักษาไม่ได้ ของอย่างนี้มันต้องพร้อมกันทั้งสองฝ่าย แต่ถ้ามองกันที่เปลือกนอกและตีค่าราคาผมแค่นี้ ผมก็ไม่อาจจะช่วยเหลือ ความรู้กับบุคลิกภาพมันคนละเรื่องกัน เราเป็นกันเสียแบบนี้บ้านเมืองเรา ถึงคนบางคนอาจจะเก่งกว่าคนบางคนในด้านนั้น แต่ทำไมคุณถึงไม่เอาคนที่เก่งแล้วมีความสามารถขึ้น นั่นคือสิ่งที่ผมมองว่าขัดแย้งกันแล้ว มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมขบถต่อทุกอย่าง

คือคนเรามันมีความเป็นส่วนตัวของกันและกัน เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเราไหมเพื่อทุกๆ คน ไม่ก็ได้ แต่ทุกวันนี้ความเป็นส่วนตัวของผมอยู่ที่คุณ ผมยกให้ที่คุณมาหาผมหมดแล้ว ผมแบกรับความคิดพวกคุณ อาการพวกคุณมากแล้ว ฉะนั้นของใช้เวลาที่อยู่กับพวกคุณเป็นส่วนตัวของผม ขอให้ผมได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งกับการเป็นตัวผม คนละครึ่งทาง คุณมาผมเมา จนมีคนตั้งฉายา ‘หมอขี้เมา’ ‘Dunker Doctor’ ร้องเพลง เต้น เล่นกีตาร์ นั่นคือความสุขของผม แต่ผมสามารถจัดการและดูแลคุณให้คุณบรรเทาจากโรค ให้คุณหาย ให้ชีวิตคุณกลับมาปกติสุขแฮปปี้ได้ แล้วคุณจะยึดอะไรกับเรื่องแค่นี้

เมาทำการรักษา?
ไม่ได้ดื่มไปทำการรักษาไปนะ แต่เรื่องของเรื่องคือ พอหมดรักษาคนไข้ในวันหนึ่ง ผมนึกอยากดื่มคลายผ่อนความเครียดจากการแบกรับความหวัง ความรู้สึกของคนไข้ กำลังดื่มๆ อยู่เพลินๆ มีคนไข้ด่วนเข้ามาขอความช่วยเหลือบ้าง หรือยังไม่ทันจะตื่นนอนดี กำลังแฮงก์โลกหมุน คนไข้มา เราจะปฏิเสธก็ไม่ได้ ก็ทำการรักษา แยกประสาทตั้งสติจนเดี๋ยวนี้กินกลมสองกลมเหมือนแทบจะไม่ออกฤทธิ์ ไอ้คำตลกๆ แซวกันว่ากินเหล้าไม่เมาไปหาหมอนี้ หมอนี้มีจริง

ขั้นตอนการรักษานอกจากวินิจฉัยอาการเบื้องต้นในส่วนของการจ่ายยารักษาของเราแพทย์พื้นบ้านเป็นอย่างไร
แบ่งออกเป็น 2 ประเภทของยา 1. ซ่อมแซมร่างกาย 2. ไปแก้อาการที่กำลังออกฤทธิ์สร้างความเจ็บป่วย

ศาสตร์แพทย์พื้นบ้านไม่ได้ต่างกันกับศาสตร์แพทย์แขนงอื่น
แพทย์แผนปัจจุบันก็คือการนวัตกรรม ผมก็ทำการนวัตกรรมอย่างนี้ ผมก็เรียกว่าแพทย์แผนปัจจุบันได้เหมือนกันสิ มันไม่ได้ต่างกัน ของผมก็สามารถรักษาได้ทั้งหมด มีการคิดค้นยาใหม่ รักษาด้วยยาใหม่ ตั้งชื่อยาใหม่ตั้งแบบตามชื่อผู้ป่วยที่เขานิยมกันผมก็ทำ อย่างโรคเรื้อนผมรักษาหายด้วยตัวยาใหม่ คนไข้ชื่อแบงค์ ก็ตั้งชื่อยาว่าชื่อไอ้แบงค์ คือเรียกง่ายๆ แบบเดียวกับอายุกรรมทั่วไป ป่วยเป็นอะไรมา เบาหวาน ความดัน มะเร็ง โรคพุ่มพวง (โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือโรค SLE) เราจะเริ่มรักษาตั้งแต่เล็กๆ ไปจนถึงแก่จะเข้าโลง รักษาทุกโรค ยกเว้นโรคเดียวคือ HIV เท่านั้นยังไม่สามารถรักษาได้ ไล่เท่าไหร่ก็ยังไม่จนกับเชื้อ

จะต่างกันก็เพียงตรงที่การเรียกและรูปแบบของสถานที่ทำการรักษา ราคา บางคนไม่มีเงินผมก็รักษาให้ แต่แปลกที่คนจนจะน้ำใจใหญ่กว่า ไม่มีวันนี้เดี๋ยววันหน้าเขาตั้งตัวได้แล้วเขาก็จู่ๆ เอามาให้โดยที่เราลืมไปแล้ว แบบนี้มีบ่อย คนมีเงินปานกลาง คนรวย มักจะมองว่าแพงมองว่าไม่คุ้มค่า เงิน 100-200 ที่คุณใช้จ่ายในการนำเอาสิ่งอุปโภคบริโภคเข้าไปทำร้ายร่างกายคุณกลับมองว่าไม่แพง เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่อยากจะฝากให้คิด บางครั้งช่วยไปแล้วเราต้องติดตามอาการ พอหายก็ไม่คุยกับเรา เราก็ไม่สามารถนำมาต่อยอดได้ หรือนำการติดตามเหล่านั้นมาพัฒนาช่วยเหลือคนอื่นอีกได้ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

ตรงจุดนี้ถ้าเกิดมีการจัดการข้อมูลต่างๆ ที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเป็นทางการจะช่วยให้เราได้รับการยอมรับขึ้น ผมไม่ได้มองจุดนั้น เรื่องยอมรับ-ไม่ยอมรับมันสุดแท้แต่ความคิดคนอย่างที่บอกไป แต่ในส่วนของผมเราอยากให้คนที่เขาต้องการเราจริงๆ ได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทุกวันนี้ก็เลยสืบก่อนเวลาใครจะเข้ามาหาเรา คนไข้ที่เขาอาจจะต้องได้รับการรักษานานๆ ยาวๆ ต้องพักฟื้นที่บ้านของผมบางทีเป็นเดือนสองเดือนสามเดือนเพื่อดูอาการ คนอื่นเขาก็จะได้มาในส่วนของตรงนี้ได้ แต่คนเหล่านั้นเขาไม่คิด ก็เป็นเรื่องตลกที่ตลกไม่ออกเหมือนกันบางที ยังมีด่าในไลฟ์สดเฟซบุ๊กว่าคนจำพวกลืมบุญคุณอย่ามายุ่งข้องเกี่ยวกัน แต่ก็พูดไปอย่างนั้น แค่อยากให้ได้คิด ให้แบ่งปันกัน เพื่อจะเข้าหูกันบ้างเท่านั้น โตๆ กันแล้ว

โดยเฉพาะตอนนี้กำลังสร้างโรงหมอแห่งใหม่ที่แยกออกจากบ้าน เป็นสถานที่โดยเฉพาะข้างๆ บ้านเพื่อทำการรักษาให้ได้ระบบระเบียบ สามารถรองรับคนที่เข้ามาทำการรักษาเขาหวังเพิ่งเราเป็นที่สุดท้าย เราก็อยากทำให้เต็มที่ ช่วยเขาให้เต็มที่ คนที่ไม่ได้หวังกับเราอย่างจริงจัง เราก็ไม่อยากให้คนอื่นๆ เขาเสียโอกาสส่วนนี้ คุณไม่เชื่อ คุณมีกำลังที่จะทำในด้านอื่นคุณก็ไปทางด้านนั้นที่อาจจะเป็นคำตอบของคุณ ทางด้านนี้ให้คนที่เขาเชื่อที่เขาศรัทธาในตัวผม ที่เขาขาดกำลังทรัพย์ในวิทยาการสมัยใหม่ให้เป็นคำตอบของเขา ณ ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงที่ลงเสาเสร็จเรียบร้อยแล้วคร่าวๆ ก็ราวๆ 40 เปอร์เซ็นต์ที่จะพัฒนาให้เป็นเหมือน “เรือนหมอพร” วังนางเลิ้ง ของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ หรือ “เสด็จเตี่ย” บรมครูผู้เป็นแบบอย่างที่ยึดถือเป็นคติมาตลอด “กยิราเจ กยิยาเถนัง” จะทำอะไรทำ ทำให้จริง

เจ๋งเพียงตัวราคาแค่หนึ่ง บทส่งท้ายโค-ตะ-ระหมอเด็กแนว
“อยากให้ ศาสตร์ความรู้ของเราได้เผยแพร่สู่คนที่สนใจ และตั้งใจนำไปพัฒนาแล้วต่อยอดต่อไป เพราะผมคิดว่าทุกวันนี้ชีวิตผม ผมมีความสุขที่ผมเป็นตัวของผมแล้ว”

ผ่านไปอีกหลายนาทีหลังสิ้นประโยคของคำถามถึงความรู้สึกที่มีและทิศทางในกาลข้างในอนาคต
“เมื่อเรา กล้าที่จะคิด และความกล้าคิดของเราไม่ได้ทำให้ตัวเราและคนอื่นเดือดร้อน เราก็ทำมันออกมาเลยอย่างเต็มที่ ยิ่งการที่เรากล้าคิดกล้าทำของเรามันสร้างประโยชน์ต่อสังคมมันยิ่งเป็นสิ่งที่โค-ตะ-ระที่จะทำ แล้วทำไมเราถึงกลัวที่จะไม่ทำเพียงเพราะเราไม่เหมือนคนอื่นรอบข้าง

การอยู่ข้างล่างเรี่ยดินบางครั้งได้เห็นผืนป่าและหมู่แมกไม้ใบหญ้าชัดเจนกว่าการโผบินบนนภาท้องฟ้าแสนสุข การเป็นคนที่มอมแมมด้วยน้ำหมึกเต็มร่างกายก็ใช่ว่าหัวใจของเขาจะแปดเปื้อนสีดำมากยิ่งกว่าคนอื่นๆ

…คุณค่าของคนอยู่ที่เขานั้นทำอะไรเพื่อใคร
“ทุกวันนี้ เราตัดสินอะไรด้วยสิ่งที่ตาเห็น แล้วใช้ตัวของตัวเองจำแนกว่านั้นถูกนั้นดี นี้ผิด นี้ไม่ดี ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป อยากให้รอจนกว่าจะได้สัมผัส อยากรู้อยากเข้าใจอะไรควรเดินเข้าไปหามัน ถ้ามันไม่ใช่เรื่องเสียหาย อย่างเพิ่งตัดสินหรือวิจารณ์ โลกนี้มันจะมีความสุขกว่านี้อีกเยอะ ในความคิดองผม ผมอิสระ ที่ผมจะไปไหนก็ได้

แต่ถ้าผมรวยแล้วผมต้องนั่งบริหารอยู่กับที่ ไม่สามารถดูตรงนี้ ไม่สามารถทำตรงนี้ได้ที่เป็นความสุขควบคู่ไปกับไม่สามารถนั่งกินเหล้าได้ เร่ร่อนได้ มันไม่ก็ใช่ความสุขของผม ไม่ใช่ตัวผม ชีวิตผมมันก็แค่นี้เท่านั้น ผมแค่ทำแล้วผมมีความสุข สุขที่เห็นความฝันของพ่อได้สานต่อ สุขที่ได้เดินรอยตามเท้าชายผู้ยิ่งใหญ่ สุขที่เป็นไอ้บ้าคนหนึ่งที่คลายทุกข์ร่างกาย ไอ้บ้าในเฟซบุ๊กไลฟ์สดที่สร้างเสียงหัวเราะไม่ให้เครียดแล้วมาป่วย

“หมออะ…หมอรักษาเยียวยา ใครจะว่าอย่างไรเรื่องอื่นไม่รู้ รู้แค่ว่าเป็นหมอ อะไรรักษาคุณได้ ช่วยคุณได้ ทำเท่านั้น นั่นคือปณิธานของผม ศรัทธาของผมที่ผมได้รับจากพ่อและทำให้ผมมีวันนี้…ผมก็ต้องทำคืน”

คลิป

Facebook Comments